Life

งานหนังสือ/Bliss

posted on 19 Oct 2006 22:34 by champcpe  in Life


เมื่อวานมีใบปลิวจาก Bliss ส่งมาที่บ้าน

Bliss เป็นสำนักพิมพ์ที่มีหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่นออกมาจำหน่าย มากที่สุดในประเทศเลยมั้งครับเท่าที่เห็น ส่วนใหญ่จะเป็นแนว ลึกลับ สืบสวนสอบสวน ฆาตกรรม แล้วก็ Heart-warming อีกนิดหน่อย (ขอแปลเป็นไทยว่า “หนังสือแนวอ่านแล้วชื่นใจ”) ไปงานหนังสือทีไร ก็หมดเงินกับบูธนี้มากที่สุดทุกที คราวที่แล้วเสียเงินไปราวสองพัน เขาส่งฟอร์มมาให้กรอกชื่อกับที่อยู่ บอกเพียงว่า “เดี๋ยวจะมีบัตรลดส่งไปให้ค่ะ” รอแล้วรอเล่า ก็ไม่เห็นมาสักที จนลืมไปแล้ว

แต่แล้วเมื่อวานมันก็มา มาพร้อมกับใบปลิว

ครั้งแรกก็คิดว่าเป็นรายชื่อหนังสือธรรมดาๆ (ซึ่งแค่นั้น ก็ดีใจแล้วเพราะจะได้รู้ก่อนว่ามีหนังสืออะไรออกบ้าง จะได้เตรียมตังค์ เตรียมใจไปถูก) แต่ครั้นพลิกด้านหลัง ก็พบกับ “บัตรลด 30%”!!! ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าสมมติซื้อ 2000 ก็คือลดไปถึง 600 บาทเชียว ทำให้ซื้อได้เพิ่มอีกสักสามเล่ม D ถือว่าเป็นแคมเปญที่ถูกใจผมมากๆ คิดแล้วสำนักพิมพ์อื่นน่าจะทำบ้าง อย่างน้อยก็ได้ loyalty เพิ่มขึ้นนะ

ปล. บัตรลดนี้ใช้ได้สามวันสุดท้าย คือวันที่ 27-28-29 เท่านั้น กะจะไปวันที่ 28 (ก่อนหน้านั้น ก็อาจไปเซอร์เวย์สำนักพิมพ์อื่นๆ สักรอบก่อน)

(ลอกมาจาก tpagon.com เนื่องจากขี้เกียจ และหน้าแรกเป็น "ปฏิวัติ" นานเกินไปแล้ว)
มาสเตอร์แชมป์
blog ส่วนตัว > tpagon.com

ปล. ไว้ปลายสัปดาห์นี้จะมาพูดเรื่อง tag, feature ใหม่ของเราครับว่ามีประโยชน์อะไร และทำไมถึงควรใส่กัน รวมถึงวิธีใส่ด้วยครับ

ปล2. ปีนี้มีงานหนังสือจากนักเขียน นักแปลใน exteen มากมายนะครับ เช่น เสียตัวเรื่องเล็ก โง่เซ็กส์เรื่องใหญ่ จากคุณ anew, แอนนา แอนด์ เดอะ เนต จาก repeat, turning 30 ปีนี้ไม่อยากโสด จากพี่ bickboon นอกจากนั้นยังมี นางสาวธาลัสซีเมีย เป็นต้นครับ ใครใคร่ซื้อซื้อนะครับผม ถ้ามีคนอื่นเขียนหรือแปลเล่มอื่นอีก ก็บอกมาได้เลยครับ จะโปรโมตให้ ทำเป็น exteen bookshelf ซะีเลยดีมะ :-) (ถ้าจะเอาหนังสือมาแจกเป็นรางวัลต่างๆ ให้สมาชิกก็ยินดีครับ ฮา)



 


ความเรียงเรื่อง พริตตี้

posted on 25 Oct 2007 00:11 by champcpe  in Life

เขียนเรื่องเครียดๆ มาก็มากแล้ว วันนี้ขอเขียนเรื่องสบายๆ สักวันนะครับ เป็นข้อสังเกตที่เกิดจากชีวิตประจำวัน

คำเตือน : เรื่องนี้เขียนขึ้นโดยมิได้มีอคติใดๆ ต่ออาชีพพริตตี้ และ หรือ MC ทั้งยังชื่นชมว่าเป็นอาชีพที่ใช้ความสามารถหลายด้าน เป็นอาชีพสุจริต

----------------

ความเรียงเรื่อง พริตตี้

ทุกครั้งที่ผมเดินเล่นในงานคอมฯ งานรถ งานมือถือ งานวัด หรืองานแสดงสินค้าอะไรก็ตามแต่ ผมมักจะประสบพบเจอกับกลุ่มอาชีพหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าจะขาดเสียไม่ได้เลยในปัจจุบัน พวกเธอเป็นตัวชูโรง ตัวชง เป็นผงชูรสให้กับงานเหล่านี้ ให้มันมีความคึกคักครื้นเครง ไม่ธรรมดา ไม่เงียบ ไม่เฉา ไม่เหงา ไม่หงอย

พวกเธอคือ พริตตี้ครับ.. พริตตี้

จริงๆ แล้ว พริตตี้ ที่เป็นผู้ชายก็มีบ้าง แต่คนจะไม่เรียกว่าพริตตี้ แล้วก็ไม่เรียกว่า แฮนด์ซั่ม หรือคิวตี้ หรืออะไรทั้งนั้น จะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพริตตี้ที่เป็นผู้ชาย เขาเรียกกันว่าอะไร ใครรู้ก็บอกหน่อยนะครับ

นอกจากพริตตี้จะมีไว้ทำพริตตี้อย่างเดียวแล้ว ก็จะมีพริตตี้อีกแบบที่เหนือกว่าพริตตี้ทั่วๆไป เป็นพริตตี้เลเวลอัพ พวกเธอเหล่านี้จะได้พูด จะได้ขึ้นเวทีให้เป็นที่ริษยาต่อพริตตี้อื่น บางคนบางค่ายก็ไม่นับว่าพวกนี้เป็นพริตตี้ แต่จะนับว่าเ็ป็นอีกอาชีพหนึ่งไปเลย จ้างแยก แพงกว่า จ้างอย่า แพงแกว้ก ผวนทำไม

พวกเธอเรียกตนเองว่า MC

คำว่า MC นั้นย่อมาจาก Master of Ceremonies แปลเป็นไทยแบบซับนรกได้ว่า "เจ้าแห่งพิธีการ" โอ้.. ฟังแล้วเหมือนเป็นคุณป้าตัดริบบิ้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ มันจะออกแนว "พิธีกร" มากกว่า ถ้าหากค้นกันจริงๆ คำว่า MC นี่ ได้ถือกำเนิดมาจากโบสถ์คาทอลิก ตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 15 เลยนะครับ ถ้าอยากอ่านต่อก็ต้องไปวิกิพีเดีย

เมื่ออาชีพพริตตี้เข้ามาบูมในประเทศไทยช่วงแรกๆ เธอเหล่านั้นยังไม่มีคู่มือการเป็นพริตตี้ อาศัยเพียงสันชาตญาณส่วนตัว จะพูดจะจาแต่ละคำ ศัพท์แสงต่างๆ ก็ต้องปั้นแต่งขึ้นมาเอง จะหาเกมมาเล่นกับผู้ร่วมงานทีหนึ่ง ก็ต้องขุดเกมสมัยเด็กๆ มาปัดฝุ่น อาทิ ตี่จับ ซ่อนแอบ หมากเก็บ เรียกว่าใช้ไหวพริบปฏิญาณกันสุดฤทธิ์ น่าชื่นชมยิ่งนัก

อย่างไรก็ตาม พริตตี้สมัยนี้ ไม่ทราบว่าได้รับคัมภีร์มาจากที่ใด จึงพูดเหมือนๆกันหมด เธอจะมีวลีทอง มีเกมเด็ด เหมือนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำอาชีพ ทุกคนที่จะประกอบอาชีพนี้ คงจะได้รับคัมภีร์เป็นมรดกตกทอดกันมา หากจะจินตนาการเนื้อหาด้านใน อาจเป็นได้ดังนี้

วลีทองของพริตตี้

หากปากลิ้นพันกัน พริตตี้ที่ดีพึงเอ่ยคำเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในบทสนทนา

  • "ท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน คุณพ่อคุณแม่คุณพี่คุณน้องที่เดินชมงาน คุณผู้ชมที่สนใจ" เป็นวลีที่หากจะตัดทอนแล้ว ก็เหลือเพียงว่า "ผู้มาร่วมงาน" เท่านั้น แต่หากเอ่ยเพียงสั้นๆ พริตตี้อาจจะคิดคำพูดที่จะพูดต่อไม่ออก เกิดสุญญากาศในการพูด

    อนึ่ง โปรดสังเกตว่า พ่อแม่พี่น้อง นั้น ต้องเติมคำว่า "คุณ" ทุกคำ เพื่อให้เกิดความน่ารัก ความพริตตี้ ยิ่งขึ้น และยังทำให้ประโยคยาวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย

  • "ก็ถือได้ว่าเป็น (..นวัตกรรมใหม่, การคืนกำไรให้กับผู้บริโภค, ส่วนลดที่สุดคุ้ม..) จริงๆ นะคะ"

  • "เรียกได้ว่า (..แจกไม่ยั้ง, คุ้มสุดๆ, สนุกสนาน, ..) กันเลยทีเดียว"

    สองประโยคนี้เป็นส่วนเติมเต็มในบทพูด ทำให้พริตตี้ดูพูดเก่ง น่าเชื่อถือ เรียกร้องความสนใจได้มากขึ้น จงพึงจำและทดลองปฏิบัติก่อนนอนทุกคืน โดยเปลี่ยนคำในวงเล็บไปเรื่อยๆ

  • "โอ้โห!"
    แสดงความตื่นตาตื่นใจ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเหลียวมอง หากจะให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ อาจใช้ร่วมกับวลีในข้อที่แล้ว ตัวอย่างเช่น

    "โอ้โห! ก็ถือได้ว่าเป็นการคืนกำไรให้กับผู้บริโภค กันเลยทีเดียว นะคะ"

    ซึ่งถอดความตามหลักภาษาออกมา จะได้ความหมายว่า "นี่เป็นการคืนกำไรให้ผู้บริโภค" จบ กันเลยทีเดียวนะครับ

    คำภาคบังคับอื่นๆ ก็มี อาทิเช่น
  • "พิเศษสุดๆ"
  • "โดยเฉพาะวันนี้"
  • "สปอนเซอร์ผู้ใจดีของเรา"
  • "ก็จะทำการ (แจก, ลด, จับฉลากผู้โชคดี)"
  • "วันนี้มีอะไรพิเศษคะ คุณ (ชื่อ)"
  • "ใจป้ำ"
  • "ที่ .. แหม"
  • "วันนี้เรามีอะไรบ้างคะ"

ตัวอย่างบทพริตตี้ที่สมบูรณ์ (ขีดเส้นใต้แสดงการใช้)

แซลลี่ : สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน คุณพ่อคุณแม่คุณพี่คุณน้องที่เดินชมงาน คุณผู้ชมที่สนใจ วันนี้ดิฉัน แซลลี่ ซึ่งมาพร้อมกับคุณ ซูซี่ ก็จะมาทำการจัดโปรโมชั่นของ exteen ที่แหม.. อันนี้นี่เรียกได้ว่าพิเศษสุดๆ จริงๆ ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ค่ะ คุณซูซี่ วันนี้เรามีอะไรบ้างคะ

ซูซี่ : ค่ะ อย่างที่คุณแซลลี่บอกว่าวันนี้นี่เรียกได้ว่าพิเศษสุดๆ จริงๆ (พูดเพื่อซื้อเวลาให้คิดต่อ แซลลี่หันมามองค้อนว่าทำไมไม่คิดบทเอง) เรียกได้ว่าลดแลกแจกแถมกันสุดๆ กันเลยทีเดียว วันนี้ค่ะ คุณแซลลี่ (เรียกชื่ออีกฝ่ายเพื่อซื้อเวลา) ถ้าใครซื้อผลิตภัณฑ์ของ exteen เพียง 350 บาท ก็จะได้เสื้อยืด แก้วน้ำ หมวกแก๊ป และสมุดโน้ตจาก exteen ไปทันทีค่ะ! (ตัวหนาคืิอสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงในแต่ละงาน อย่าได้พลาด)

แซลลี่ : โอ้โห! ก็เรียกกันได้ว่า นี่เป็นการคืนกำไรให้กับผู้บริโภคจริงๆ นะคะ ใจป้ำมากๆ กันเลยทีเดียว (ตามแบบแผนทั้งประโยค ได้คะแนนคอมโบ้)

ซูซี่ : ค่ะ เป็นการคืนกำไรสู่ผู้บริโภคจริงๆ (ไม่คิดบทเองอีกแล้วอีนี่) ยังไงต่อคะคุณแซลลี่ (ลืมบท)

แซลลี่ : ค่ะ (มองค้อน) ตอนนี้ดิฉันว่าเราไปพักกันก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะกลับมาพร้อมกับเกมค่ะ

ซูซี่ : ค่ะ ไว้เจอกันรอบหน้า นะคะ เฮ้ย ขอโทษว่ะ กูลืมบท อ้าว ลืมปิดไมค์ ขอโทษค่ะ

โปรดสังเกตอีกข้อหนึ่งว่า พริตตี้ จะพูดคำว่า "ค่ะ" เมื่อเริ่มต้นบทของตัวเองเสมอ ฟังๆ ไป คล้ายฟังวิทยุทหาร ที่ต้องพูดคำว่า "เปลี่ยน" ท้ายประโยค สาเหตุน่าจะทำไปเพื่อ "ซื้อเวลาให้ตัวเอง" เพื่อคิดว่าฉันจะพูดอะไรต่อดีว้า บทก็ไม่ได้ท่อง เมื่อคืนก็ทะเลาะกับแฟน

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่งของพริตตี้คือ เธอจะเรียกบุคคลต่างๆ โดยใช้คำคุณศัพท์ อาทิเช่น เรียกคุณฟิวซึ่งใส่แว่นอยู่เสมอว่า คุณผู้ชายใส่แว่น เรียกคนใส่เสื้อสีแดงว่า คุณพี่เสื้อแดง โดยสิ่งที่ถูกนำมาเรียกเป็นลำดับต้นๆ ก็ได้แก่ สีของเสื้อนี่เอง รองลงมาก็เป็นเพศและอายุ เช่น คุณผู้ชาย คุณผู้หญิง คุณป้า คุณน้อง คุณลุง

เกมของพริตตี้

อันเกมของพริตตี้นั้นมีอยู่ไม่มาก ส่วนใหญ่จะซ้ำๆ เพียงแต่ต้องเลือกมาหยิบใช้ให้ถูกสถานการณ์ แจงได้ดังนี้

  1. เกม แบงค์ยี่สิบ แบงค์ร้อย บัตรเครดิต เป็นเกมที่มีขึ้นเพื่อหาผู้ขึ้นมาเล่นเกมอื่นต่อไป หรือเพื่อแจกของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ (เล็กน้อยจริงๆ) เกมนี้สามารถเรียกความสนใจจากผู้เดินผ่านได้ระดับหนึ่ง

    วิธีเล่นมีง่ายๆ คือ คิดตัวเลขมาสักตัวหนึ่ง หากผู้ที่เดินผ่านไปมา มีตัวเลขนั้นอยู่ในแบงค์ยี่สิบ แบงค์ร้อย บัตรเครดิต บัตรตรวจสุขภาพอะไรก็ว่าไป (อะแด้ปให้เข้ากับงาน) ก็จะได้รับของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ จากผู้สนับสนุนที่ใจดีของเรา

    หรือแบบเรียบง่ายกว่านั้นคือ ไม่ต้องดูเลข หากใครมีแบงค์ยี่สิบ เอาของรางวัลไปเลย เป็นต้น พริตตี้ตกอับ ต้องไปประจำบูทในห้างที่ไม่มีคนมามุง จะงัดมุขนี้ขึ้นมาใช้บ่อย แล้วทำหัวเราะกลบเกลื่อน ว่า "เอ้า งั้นเราใจป้ำเลย แค่มีแบงค์ยี่สิบก็เดินเข้ามาเลยค่ะ ไม่ต้องดูเลข เรียกว่าแจกกันไปเลย"

  2. เกม เปิดแผ่นป้าย ตราโฆษณา เป็นเกมที่ต้องอาศัยอุปกรณ์ประกอบ ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของงานจะเตรียมมาให้ โดยแผ่นป้ายทั้งหลายนั้น ผู้ร่วมเกมอาจจะไม่ออกเสียงเต็มคำก็ได้้ แต่พริตตี้จะต้องออกเสียงอ่านเต็มคำเสมอ อาทิเช่น

    "ค่ะ คุณเอ เลือกแผ่นป้ายไหนคะ"
    "หนึ่ง"
    "ค่ะ exteen หนึ่ง นะคะ เปิดออกมาเป็น (แซลลี่ไปเปิด) เป็น exteen blog ค่ะ!! ต่อไปคุณบีจะเลือกแผ่นป้ายไหนคะ"
    "สาม"
    "ค่ะ exteen สาม นะคะ เปิดออกเป็น.. blog exteen exteen blog exteen exteen มีคำว่า exteen เยอะกว่า ชนะไปค่ะ!!!"

    เอวัง

  3. เกม พูดเร็ว วิธีการเล่นคือ พริตตี้จะกำหนดเวลามา เช่นว่า 20วินาที แล้วผู้ร่วมเกมผู้น่าสงสารจะต้องพูดคำนั้นๆ ให้มากครั้งที่สุด โดยพริตตี้คนหนึ่งจะนับขึ้น กล่าวคือ นับจำนวนครั้งที่พูดได้ไปเรื่อยๆ ส่วนพริตตี้อีกคนจะนับลง กล่าวคือเคาวน์ดาวน์เวลา เป็นที่อลหม่านยิ่งนัก

    "ค่ะ คุณเอต้องพูดคำว่า exteenให้ได้ มากที่สุดใน 20วินาทีค่ะ พร้อมหรือยังคะ เริ่มได้ค่ะ"
    "exteen exteen exteen exteen exteen exteen exteen exteen... อ่อกกกก แค่กๆๆๆๆๆ ex.. teen โฮกกก exteen ex..."
    "หมดเวลาค่ะ!!!! ได้ไป 10 ครั้งนะคะ คุณเอจะได้รับ บัตรส่วนลดในการซื้อผลิตภัณฑ์ครั้งต่อไป 5 บาท ทีเดียวค่ะ เรียกได้ว่าใจป้ำจริง"
    (กูพูดตั้งนานได้แค่ 5 บาทเนี่ยนะ)

  4. เกม พูดนาน วิธีการเล่นก็คือ ใครที่ลากเสียงคำหนึ่งๆ ได้นานกว่า จะชนะ ธรรมชาติของเกมนี้ คนเล่นจะทรมานกว่าเกมพูดเร็วเล็กน้อย เนื่องจากต้องกลั้นหายใจเป็นระยะเวลานาน ตามสถิติแล้วเจ้าของงานจะชอบเกมพูดเร็วมากกว่า เนื่องจากชื่อสินค้าจะได้ออกสื่อหลายครั้ง ซึ่งดีกว่าจะต้องมาฟังชื่อสินค้าตัวเองเ็ป็นเทปยืด

  5. เกม เกี่ยวหรือเปล่า วิธีการเล่นคือ พริตตี้จะพูดคำออกมาเรื่อยๆ ถ้าคำไหนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ผู้เล่นเกมก็จะต้องพูดชื่อผลิตภัณฑ์ หากประยุกต์ดีๆ แล้ว เกมนี้จะมีผลดีต่อผลิตภัณฑ์อย่างยิ่งยวด

    เจ้าของงานควรจะเป็นคนกำหนดคำออกมา ไม่ให้มีคำที่เป็นผลเสียต่อผลิตภัณฑ์ปนอยู่ มิฉะนั้นจะฮาได้ ดังตัวอย่าง

    "ค่ะ เริ่มนะคะ"
    "blog" -- exteen!
    "นกเค้าแมว"
    "กาวยู้ฮู"
    "theme" -- exteen!
    "ภาพโป๊" -- exteen!

    จากงานรื่นเริงจะกลายเป็น ดาร์ค คอเมดี้ ไปโดยพลัน ขำไม่ออกทั้งคนเ่ล่นเกม พริตตี้ และเจ้าของงาน

อนึ่ง บทและเกมที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเพียงมาตรฐานเท่านั้น พริตตี้ที่ดีควรจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ยืดหยุ่นอย่างพอเหมาะพอควร ประพฤติตนดีเป็นศรีแก่บ้านเมือง เพื่อเป็นสถาบันที่คงคู่กับอีเวนท์ไทยตลอดไปฯ

-----------------

วันนี้ัคอมเมนต์ได้ไม่กัด แต่อย่าถามปัญหาบล็อกในเอนทรี่นี้นะครับ! ใครมีประสบการณ์แปลกๆ ฮาๆ มันๆ กับพริตตี้ ก็เล่าให้ฟังด้วย แบ่งๆ กันฮา

ประกาศผลเอนท์

posted on 04 May 2008 18:54 by champcpe  in Life

entry นี้ อัพเพื่อยินดีกับทุกคนที่ติดมหาวิทยาลัยที่ได้เล็งไว้ครับ ถ้าใครไม่ติด พลาดไป ก็เสียใจให้พอในวันนี้ พรุ่งนี้ค่อยลุกขึ้นมาสู้ใหม่นะ

 

 

ใครติดที่ไหน ยังไง มาเล่าให้ฟังกันบ้าง ถ้าเล่าสั้นๆ เขียนไว้ได้ในคอมเมนต์ ถ้าจะเล่ายาวๆ เขียนบล็อก ช่วยแท็กว่า "admission" หรือ "entrance" นะครับ หน้าแรกจะมีลิงค์ไปหน้ารวมแท็ก admission อยู่ครับ

ลิงค์ไปหน้านี้เลย แท็ก: admission, entrance

หรือไปคุยกันได้ที่เว็บบอร์ด กระทู้นี้ครับ

TAG หัวนม...

posted on 09 May 2008 02:49 by champcpe  in Life

คำเตือนคำรบหนึ่ง: เรื่องนี้ไร้สาระ ทุกคนไม่จำเป็นต้องอ่าน
คำเตือนคำรบสอง: ลิงค์ทั้งหมดคอนเทนภาพอันอุจาด

 

มันเริ่มมาจาก คนบ้ามีหนวด คนหนึ่ง แล้วก็แพร่พันธ์ไปในทุกสปีชีส์ ทั้ง นักศึกษามอชอ หมอจีน คนรอเกณฑ์ทหาร คนที่อาศัยอยู่ในกล่อง คนโรงแรม หรือแม้แต่แพนด้า และิอื่นๆ อีกมากมาย ..

มันคือ

แท็กหัวนม..

จุดประสงค์ของแท็ก.. ไม่ทราบ แต่เป็นการเอาหัวนม (อวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกาย มีสองชิ้น อยู่ที่หน้าอกซ้ายและขวา) มาโชว์ต่อสายตาชาวโลก โอ้ก โอ้ก โอ้ก (เสียงอ้วก)

แต่เค้าแท็กมาอะ! แท็กมานานแล้วด้วย! แถมกดดันหลายทาง ทั้งเขียนการ์ตูน ทั้งให้ผู้อื่นมากดดัน ผมพยายามหาทางรอดจากวงเวียนกามกิจของแท็กนี้อย่างว้าวุ่น...

ในที่สุดผมก็ตัดสินใจ

 

 

 

 

เอาวะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ยังไม่สะใจ? เอาไปอีก

 

 


นมโฟรโมสต์ รสจืด ไขมัน 0% จำนวน 175CC

 

เฮ! รอดตัวไปอีกหนึ่งกรณี
(รอดแล้วใช่มั้ย)

 

 

(ติดต่อเจรจา) ได้มั้ยครับเอ็ด?? ได้เนอะๆ ลงทุนหัวเปียกแล้วว ไม่ตอบสรุปว่าได้

(วิ่งหนีไปไกลลิบตา)

 

(วิ่งกลับมา) เอนทรี่ต่อไปมีสาระแน่นอน โปรดติดตามด้วยใจระทึกตึกตัก!

อ้อ entry นี้ โหวตยังไงก็ไม่เอาขึ้น HOT POST วะฮ่าฮ่าฮ่า

 

อัพเดท: ขอเปลี่ยนเป็นรูปขาวดำ เนื่องจากเจริญหูเจริญตามากกว่า (คิดได้หลังจากอ่านบางคอมเมนต์! คิดกันได้นะคนเรา!)
เปลี่ยนกลับละ เวอร์ชั่นขาวดำ

อัพเดท: เอเจนท์ สมิท จาก ICT มาบอกว่าให้นำออกเนื่องจากภาพมีความรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะกับเด็ก
ปล. มีคนไม่เก็ตมุขเยอะ! ไม่ได้โดนแบนจริงนะครับ อย่าไปด่า ICT มาก เดี๋ยวจะเจอของจริง -_-"

เรื่องของชื่อ (Naming the name)

posted on 18 May 2008 04:03 by champcpe  in Life

เมื่อคืนคุยอย่างไร้สาระบ้าง มีสาระบ้างกับลุงคนหนึ่ง แล้วเผอิญนึกถึงเรื่องที่ควรเขียนบล็อกได้ขึ้นมา นานๆ ข้าพเจ้าจะมีแวววิ้งปิ๊งแบบนี้สักที เนื่องด้วยการเขียนบล็อกลงเว็บมาสเตอร์สบล็อกนั้น (เสียง ซซซ คือ อะโพ้ดโตรฟรี เอส นั่นเอง เข้าใจมั้ยครับนักเรียน) มันช่างยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร ...ด้วยเรื่องที่จะนำมาเขียนในที่นี้ ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งเกิดความอิดหนาระอาใจในการอ่าน ไม่สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใคร เป็นเรื่องที่ทุกคนอ่านเข้าใจ ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อรักษาหน้า ...รวมไปถึงกบาลของข้าพเจ้า

ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าเกิดสะพริ้งไอเดียในขณะจิตดังกล่าวขึ้นมาแล้ว จึงมิรอช้าเขียนกันให้อ่านทันที ควรมิควรก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา สนุกหรือไม่ก็โปรดเจรจามาในคอมเมนต์

 

 

 

อันตัวข้าพเจ้านั้นเคยสิงสถิตอยู่ในเว็บบอร์ดชื่อดัง-พลังช้างแห่งหนึ่งในไทย มันเป็นบอร์ดที่มีประวัติอันยาวนานเกินจะกล่าว มีพลังในการขับดันสังคมอย่างใหญ่ล้น ผลิตคนคุณภาพสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอ ช่างน่ามอบรางวัลแมกไซไซให้ยิ่งนัก โดยต่อไปนี้ในเอกสารจะแทนบอร์ดดังกล่าวด้วยชื่อ "บอร์ดยักษ์ม่วง"

"บอร์ดยักษ์ม่วง" ในยุคสมัยที่ข้าพเจ้าอาศัยเป็นหลักเป็นฐานนั้น เป็นที่ที่ประกอบไปด้วยเหล่าคนดัง ทั้งในสังคมจริงและสังคมไม่จริง

อนึ่ง ถึงแม้ว่าหลักประชาธิปไตยจะบอกไว้ว่า "ความคิดเห็นของเหล่าปัจเจกทั้งปวงมีค่าเทียมกัน" แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ต่างรู้สำนึกลึกในใจว่า
...ความคิดเห็นของคนดัง นั้นก็ย่อมมีน้ำหนัก มากกว่าความคิดเห็นของไพร่ฟ้าประชาชนเป็นแน่แท้

ลองคิดดู คนดังจะกล่าวจะเอื้อนอะไรทีก็ดั่งมีโทรโข่งมาประกาศปาวให้รู้กันทั่ว ส่วนบุคคลธรรมดานั้นหรือก็ยากยิ่งที่จะมีศักดิ์ศรีในวาทีดังว่า ถึงแม้เป็นความแตกต่างอันน่าเจ็บช้ำแต่ก็ยากยิ่งที่จะปฏิเสธไม่รู้เห็นได้ จะยกตัวอย่างได้จากในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันที่อยู่ข้างกายท่าน คนดังนี้เพียงได้แผลมดกัด สื่อก็ยัดข่าวไปให้ไหลหลง ส่วนคนยากจนไซร้ถึงตายลง สื่อก็คงมิได้สื่ออย่างชื่อเอย.

เป็นกลอนได้อีก

 

 

จะเห็นได้ว่า การเป็นคนดังนั้นมันก็มีข้อดีหลายประการ พูดไปก็มีใครรับฟัง ทำอะไรก็มีคนสนใจ บางคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ ฉันไม่อยากเป็นคนดัง ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว ฉันต้องการมายสเปซ! สุขุมวิทซอยเจ็ดสิบเอ็ด! ไซร้ไฉนเลยหากท่านมีโอกาสได้เป็นคนดังสักครั้งในชีวิต ท่านจะปฏิเสธลงอย่างนั้นฤา คนจำนวนมากจากสวนดุสิตโพลล์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน "ปฏิเสธไม่ลง" หากมีโอกาสเช่นนั้นมาเยือนตนจริง ในใจก็ค้นฟ้าคว้าดาวด้วยกันทั้งนั้น

ในเมื่อหลักฐานต่างระบุชัดว่าคนส่วนใหญ่อยากเป็นคนดัง ก็เกิดคำถามว่าทำไมบางคนถึงสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ ในขณะที่หลายๆ คนล้มเหลวล่ะ? อย่างน้อยในบริเวณจำกัด ที่ทุกคนมีสภาพแวดล้อมใกล้เีคียงกัน อย่างบอร์ดยักษ์ม่วง ทำไมถึงเกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้

"ความดัง" ของคนในบอร์ดยักษ์ม่วงนั้น มีรูปแบบ (pattern) อันตายตัวแน่นอนหรือไม่ มีแฟกเตอร์อย่างไร และหากมีสูตร เราจะสามารถสร้างคนดังขึ้นมาด้วยทฤษฎีรีเวิร์สเอนจิเนียริ่งได้หรือไม่ ซึ่งถ้าคำตอบคือสร้างได้ เราอาจจะขยายผลไปสู่บอร์ดอื่นๆ เว็บอื่นๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก <- ทำเหมือนยิ่งใหญ่มากเลยนะเนี่ย

 

 

ด้วยความสงสัยใฝ่รู้ครั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงทำการวิเคราะห์เสต็ปการก้าวสู่คนดังในบอร์ดยักษ์ม่วงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาพิเศษ กรณีน่าสนใจตัวแรกที่สะเทือนโลกน้อยๆ ของข้าพเจ้าคือ

เหล่าคนดังต่างมีชื่อ หรือนามแฝงที่โดน

 

 

ความดังของเหล่าคนดังในบอร์ดยักษ์ม่วงนั้นใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาลอยๆไม่ มันเป็นความดังที่มีการวางแผนมาแล้วอย่างโชกโชน ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเริ่มมาตั้งแต่การสมัครเข้าใช้งานเป็นครั้งแรก (First Encounter) ตั้งแต่กรอกชื่อนามแฝงลงไป หากเปรียบเป็นชีวิตจริงก็คือต้องเริ่มจากอยู่ในครรภ์

จากการศึกษาเราพบว่า คนดังทั้งหลายต่างมีนามแฝงที่น่าสนใจ จำง่าย และคู้ลคูล! ทุกคนในบอร์ดจะจำนามแฝงของเขาเหล่านั้นได้หลังจากอ่านเจอไม่กี่ครั้ง นามแฝงของพวกเขาโดดเด่น เด้งระยับจับตา มากกว่านามแฝงอื่น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทุกคนจะสนใจนามแฝง "ปลาร้าผู้ว้าเหว่" มากกว่านามแฝง "tutpon295" (ชัวร์สิวะ!)

หลักการตั้งนามแฝงให้โดน ซึ่งเป็นตัวแปรแรกสู่การเป็นคนดังนั้น มีสูตรตายตัวหรือไม่ อย่างไร ทีมวิจัยพบกับคำถามข้อใหญ่ที่ทำให้เหงื่อกาฬของเราไหลพราก ชุดกาวน์ที่สวมใส่ประเปื้อนไปด้วยเครื่องหมายคำถามสีแดง

หลังจากสุ่มตัวอย่างมาพันห้าร้อยรายชื่อ (ทำเป็นล่ำเป็นสันมากเลยน่ะนะ ว่างมาก) ข้าพเจ้าพบสิ่งที่จะควบคุมความโดนของนามแฝงหลายข้อ ดังนี้

หลักในการตั้งนามแฝงให้โดน

  • นามแฝงที่โดนจะเป็นภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยหากจะใช้ภาษาอังกฤษ ควรพิมพ์คำอ่านเป็นภาษาไทย เช่น paula ควรใช้ พอลล่า แทน จะโดนกว่า หรือ love me love my dog ใช้ รักข้ารักหมาข้า แทน จะดีกว่า

    วิเคราะห์เจาะลึก: ถึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษจนสปีคอิงลิชวิธฝรั่งได้แล้วก็ตาม คนไทยก็คือคนไทยอยู่วันยังค่ำ เมื่ออ่านภาษาฝรั่งที่สุมอยู่ในภาษาไทยจำนวนมาก อย่างเช่นการอ่านนามแฝงภาษาอังกฤษในเว็บบอร์ดภาษาไทยนั้น สายตาของเราจะเกิดความล้าที่เรียกว่า มิกซท์อัลฟาเบ็ตซอร์เนส ขึ้นมา (ตั้งขึ้นมาเอง!) ทำให้พาลสคิป (ข้าม) คำภาษาอังกฤษไปซะอย่างนั้น ชื่อที่ตั้งมาเป็นภาษาอังกฤษจึงมีอัตราการถูกอ่านน้อยกว่าชื่อภาษาไทย ประโยคก่อนหน้าเป็นพาสซีฟวอยซ์ บอกทำไม
  • ไม่ควรใช้ชื่อตัวมาตั้งอย่างเพียวๆ เช่น สมมติว่าชื่อวัลลภ ก็ไม่ควรจะนำ "วัลลภ" มาเป็นนามแฝง หากต้องการตั้งนามแฝงที่มีชื่อของตัวเองเป็นส่วนประสม โปรดทำให้่น่าสนใจกว่านั้น เช่น "วัลลภปรบมือ" จะมีโอกาส (probablility) ที่จะดังมากกว่า "วัลลภ" เฉยๆ

    วิเคราะห์เจาะลึก: การอ่านคำเฉพาะนั้น สมองของเราจะอ่านเป็นก้อนคำ ทำให้สมองของเรามีการคิดผ่านศัพท์นั้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งนำมาสู่การจำศัพท์นั้นไม่ได้ด้วย ดังนั้น หากเพิ่มบริบทที่่น่าสนใจเข้าไป จะช่วยยึดยื้อหน่วงเวลาให้กับสมอง ให้พิเคราะห์วลีนั้นได้นานอีกหน่อย

    ดังตัวอย่าง หากเป็นวัลลภ สมองก็ตรองว่า เออ ก็วัลลภแล้วไง แต่หากแก้เป็น "วัลลภปรบมือ" สมองจะเกิดความงุนงงสงสัย เอ๊ย วัลลภคือใคร มึงปรบมือทำไม ดีใจอะไรวะ!?
  • ควรใช้คำคล้องจอง เพื่อให้เกิดทำนองในการอ่าน ดังตัวอย่างที่ผ่านมา "วัลลภปรบมือ" "หมีพูห์ดูหนังโป๊" ต่างคล้องจองกันทั้งสิ้น

    วิเคราะห์เจาะลึก: คำคล้องจองในทุกภาษาทำให้อ่านง่าย จำง่าย ติดหู จึงถูกใช้ในคำขวัญและสโลแกน นอกจากนั้นได้เวลาออกเสียงคำคล้องจอง ยังได้รับความสนุกสนาน จากลมในช่องปากที่เปิดปิดอย่างมีสไตล์อีกด้วย
  • หากคำขยายชี้ชัดให้เกิดความคอนแทรสต์ (contrast) กัน ยิ่งเป็นเรื่องทีี่น่าสรรเสริญเชิดชู: ตัวอย่างเช่น "นกน้อยลอยลิบ" กับ "นกน้อยง่อยแดก", ชื่อหลังมีสิทธิ์จะดังมากกว่า

    วิเคราะห์เจาะลึก: ถึงแม้ทั้งสองชื่อจะปฏิบัติตามหลักทุกข้อที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน แต่ชื่อหลัง (นกน้อยง่อยแดก) นั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งในชื่อมากกว่าชื่อแรก (นกน้อยลอยลิบ) อย่างยิ่งยวด สมองจะเกิดคำถามว่า "ทำไมง่อยแดก? กินอะไรผิดแผกมารึไร?" ในขณะที่ชื่อแรก สมองเพียงเห็นภาพนกบิน (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา) เท่านั้น แถวบ้านฉันก็มี

    กฏข้อนี้สามารถประยุกต์กับทุกสิ่งได้เพื่อความน่าสนใจ อาทิเช่น เราสามารถตั้งชื่อหมาให้เกิดการคอนแทรสต์ได้โดยตั้งชื่อหมาพุดเดิ้ลว่า "เบิ้ม" ตั้งชื่อหมาอัลเซเชียนว่า "หงอ" ตั้งชื่อหมาสีดำว่า "แดง" ตั้งชื่อหมาข้างบ้านว่า "ของเรา" (แล้วเรียกให้มันสับสนด้วย จะสนุกมาก)

    ตัวอย่างชื่ออื่นๆ ที่ใช้ความขัดแย้งให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น "ปลาร้าผู้ว้าเหว่" "ส้มตำรสมินท์" "สเลนเดอร์เดอะช้าง" "ผู้หญิงมีจูผู้ชายมีจิม"
  • ใช้ชื่อที่พิมพ์ง่าย ไม่ควรตั้งชื่อที่แสดงอิทธฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทางด้านวัจนภาษามาก ตัวอย่างเช่นไม่ควรตั้งว่า "เสวกฉัตรเชวงปฏัก" "กรณฑ์ขจรไตรฤกษ์" "อสุรเดชจิรายุทธ์" โปรดไปวรรณคดีซีไรต์ที่อื่นจะสร้างสรรค์กว่า

    วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่อพิมพ์ยากอ่านยากเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อของท่านจะถูกย่อ เป็น "คุณเหวก" "คุณกรน" และ "คุณอสุจิ" ตามลำดับ นอกจากนั้น จะไม่มีใครอยากสนทนากับท่านเพราะทุกคนขี้เกียจพิมพ์ืชื่อ หรือหากพึงจะสนทนา ก็เพียงอ้างถึงท่านว่า "คคห.ที่ 8" "คคห.ที่ 31" โดยปล่อยชื่อ ที่ท่านเค้นสมองทุกเซลล์ในการคิดขึ้นมา ทิ้งไว้ตามลำพัง
  • ไม่ควรใช้คำที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วมาตั้ง สาเหตุเพราะเราจะชินกับการอ่านคำที่เป็นที่นิยมแล้วเป็นก้อนเดียว นอกจากนี้คำเหล่านั้นยังไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป ทั้งไม่ก่อให้เกิดก้อนวัตถุใหม่ๆ ในสมอง ซึ่งสมองจะมองข้ามคำเหล่านั้นไปอย่างเย็นชา คล้ายกับสายตาที่ชาเย็น

    ตัวอย่างนามแฝงที่ไม่ควรใช้อย่างยิ่งในกรณีนี้ ก็เช่น "ถูกต้องนะคร้าบบ" "จอร์จกับซาร่าห์" "จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า" "คุณแม่ขอร้อง" ฯลฯ พวกนี้เกร่อมาก ดึกดำบรรพ์ เค้าเลิกเล่นมุขนี้ไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว อย่าใช้เลย...คุณแม่ขอร้อง<-
  • ควรให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับคุณด้วย อย่าเพ้อ อย่าติสท์แตกสาแหรกขาด ดังนั้น ชื่ออย่างเช่น "วาเลนไทน์ที่ผมอยู่คนเดียว" หรือ "เธอดีเกินไป" หรือ "ความทรงจำบนชั้นสิบเจ็ดห้องหนึ่งศูนย์สาม" ผู้ทำการวิจัยเห็นว่าไม่ค่อยเวิร์ค พลีสดอนท์ยูสอิท ยูอันเดอร์แสตนด์คนเดียวเข้าใจไหม ไอดอนท์อันเดอร์แสตนด์ไปกับยูด้วยนะ เทคมีอะลองพลีสเข้าใจไหม
  • อย่ามีตัวอักขระพิเศษแฟชั่นพริ้งเพริดในชื่อมากมาย อักขระพิเศษคือพวกตัวอักษรที่ต้องกดชิฟท์เวลาพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือพวกที่ต้องกดอัลเตอร์เนตตามด้วยตัวเลขสี่ห้าตัวที่ไม่รู้จำกันไปได้ยังไง จำสูตรตรีโกณยังจะเกิดประโยชน์กว่ามั้ง ดิฟไซน์เท่ากับคอสอะจำเข้าไป

    ตัวอย่างชื่อที่มีอักขระพิเศษวิบวับ เช่น

    ~~~~บอยน่ารักครับ~~~~
    (*^:^กิฟซ่าน่ารักค่ะ อุอุ#$#>_<>_<)

    ช่วยไปน่ารักไกลๆ หน่อย! เห็นแล้วผู้วิจัยอยากจะหยิบเครื่องหมายมากกว่าน้อยกว่าี้ไปจิ้มหัวเจ้าของชื่อให้เลือดอาบ นึกว่าเล่นเพิร์ชห้อง #หาแฟน อยู่หรือ? <- ใครเข้าใจแสดงว่าแก่

    จริงๆ มีอักขระอื่นมากมายที่แสดงถึงความน่ารักน่าคบหามากกว่านี้ แต่ข้าพเจ้าขี้เกียจพิมพ์ ขี้เกียจกดอัลเตอร์เนต พบว่าตัวเองไม่อัลเตอร์พอ
  • นอกจากนี้หลักข้ออื่นๆ ที่จะช่วยให้นามแฝงของท่านผู้อ่านดัง และโดนได้ เช่น ตั้งชื่อสั้นๆ หน่อย สักสี่ห้าพยางค์ก็เพียงพอแล้ว จะให้อ่านกันจนตะวันลับเลยฤา, อย่าพิมพ์ผิด เช่นจากคำว่าเทพ เป็นเมพ เพราะมันดูดีเกินไป... ควรสงวนไว้สำหรับประชากรบางจำพวก, อย่าประกาศศักดาในชื่อ เช่น "บอร์ดนี้พี่คุม" เพราะอาจเสี่ยงต่อการหมั่นไส้ของเหล่าผู้ดูแล, อย่าเลียนแบบชื่อคนอื่น เพราะจะถูกสรรเสริญถึงตระกูลได้ อีกยังแสดงถึงพลังแห่งความคิดแบบไม่สร้างสรรค์ของท่านเองด้วย ไม่ดี ไม่ดี
  • หลักที่สำคัญที่สุดประการสุดท้ายคือ "ความแตกต่าง" หากทุกคนตั้งนามแฝงตามหลักด้านบนกันหมดแล้วไซร้ ใครเล่าจะผิดแผก เปรียบได้ดั่งของเหมือนกันพันชิ้น จะหยิบฉวยอันใดก็ใช่ที่ ทองนั้นหรือหากมีมากใครอยากได้

    นามแฝงที่ดีควรแตกต่างอย่างสร้างสรรค์เสมอ หากเทรนด์เขาไปซ้าย เราควรไปขวา หากเทรนด์เขาไปหน้า เราควรไปหลัง หากเทรนด์เขาไปทุกทาง เราควรจะปลงใจตาย

 


อนึ่ง ถึงนามแฝงจะดีเพียงใด จะปฎิบัติตามหลักทั้งหมดขนาดไหน ความดังนั้นก็มิใช่จะสร้างกันได้ง่ายง่ายเพียงข้ามคืน ให้จินตนาการว่า ความน่าสนใจของนามแฝงเป็นเพียงพจน์ x ที่คูณกับตัวแปรอื่นๆ เท่านั้น เป็นเพียงจุดสตาร์ตที่ดี เปรียบเหมือนการกดปุ่มฉับพลันทันจังหวะที่เลขสองขยายใหญ่ที่สุดในเกมมาริโอ้คาร์ท (ซึ่งจะทำให้ใช้ turbo ได้ -- จะใช้คำอธิบายให้ยากทำไมเนี่ย) การจะดังได้ต้องอาศัยความดีที่สั่งสม ความคมที่สั่งเสียกันพอสมควร

 

ซึ่งนำมาสู่หลักการข้อที่สองในการกำเนิดความดัง ซึ่งจะอธิบายโดยละเอียด หากมีเวลา และไอเดียเกิดปิ๊งวับขึ้นมาอีกครั้ง

 



ปัจฉิมลิขิต:
01. ชื่ออาการและวิธีการทำงานของสมองทั้งหมด เป็นเรื่องที่สมองของผู้เขียนอุปโลกขึ้นมาเอง มิสามารถนำไปอ้างอิงในเชิงคหกรรมใดๆ
02. การอัพบล็อกครั้งนี้ เป็นการทรยศต่อครั้งที่แล้ว ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า "ครั้งต่อไปจะมีสาระ"
03. นามแฝงทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ หากไปตรงกับนามแฝงของท่านใด กรุณาแยกแยะ เรื่องจริง จินตนาการ อย่าข้องเกี่ยวกัน
04. หากมีคำชมใดๆ ผู้เขียนขอรับไว้ทั้งหมด ในทางกลับกัน หากมีคำตำหนิติติงใดๆ สามารถโวยวายได้ที่ีนี่
05.
คอมเมนต์คือ พลังสร้าง สรรค์ชีวิต
คอมเมนต์นิด ก็ดี อย่าหนีหาย
คอมเมนต์แล้ว ขอบคุณ คุณมากมาย
คอมเมนต์ร้าย ระวังภัย จะใกล้ตัว. (เรานั้นชั่ว เสียจริงเอย.)