เมื่อคืนคุยอย่างไร้สาระบ้าง มีสาระบ้างกับลุงคนหนึ่ง แล้วเผอิญนึกถึงเรื่องที่ควรเขียนบล็อกได้ขึ้นมา นานๆ ข้าพเจ้าจะมีแวววิ้งปิ๊งแบบนี้สักที เนื่องด้วยการเขียนบล็อกลงเว็บมาสเตอร์สบล็อกนั้น (เสียง ซซซ คือ อะโพ้ดโตรฟรี เอส นั่นเอง เข้าใจมั้ยครับนักเรียน) มันช่างยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทร ...ด้วยเรื่องที่จะนำมาเขียนในที่นี้ ต้องเป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งเกิดความอิดหนาระอาใจในการอ่าน ไม่สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้กับใคร เป็นเรื่องที่ทุกคนอ่านเข้าใจ ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ทั้งหมดทั้งปวงเพื่อรักษาหน้า ...รวมไปถึงกบาลของข้าพเจ้า
ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้าเกิดสะพริ้งไอเดียในขณะจิตดังกล่าวขึ้นมาแล้ว จึงมิรอช้าเขียนกันให้อ่านทันที ควรมิควรก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา สนุกหรือไม่ก็โปรดเจรจามาในคอมเมนต์
อันตัวข้าพเจ้านั้นเคยสิงสถิตอยู่ในเว็บบอร์ดชื่อดัง-พลังช้างแห่งหนึ่งในไทย มันเป็นบอร์ดที่มีประวัติอันยาวนานเกินจะกล่าว
มีพลังในการขับดันสังคมอย่างใหญ่ล้น ผลิตคนคุณภาพสู่สังคมอย่างสม่ำเสมอ
ช่างน่ามอบรางวัลแมกไซไซให้ยิ่งนัก โดยต่อไปนี้ในเอกสารจะแทนบอร์ดดังกล่าวด้วยชื่อ "บอร์ดยักษ์ม่วง"
"บอร์ดยักษ์ม่วง" ในยุคสมัยที่ข้าพเจ้าอาศัยเป็นหลักเป็นฐานนั้น เป็นที่ที่ประกอบไปด้วยเหล่าคนดัง ทั้งในสังคมจริงและสังคมไม่จริง
อนึ่ง ถึงแม้ว่าหลักประชาธิปไตยจะบอกไว้ว่า "ความคิดเห็นของเหล่าปัจเจกทั้งปวงมีค่าเทียมกัน" แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ต่างรู้สำนึกลึกในใจว่า
...ความคิดเห็นของคนดัง นั้นก็ย่อมมีน้ำหนัก มากกว่าความคิดเห็นของไพร่ฟ้าประชาชนเป็นแน่แท้
ลองคิดดู คนดังจะกล่าวจะเอื้อนอะไรทีก็ดั่งมีโทรโข่งมาประกาศปาวให้รู้กันทั่ว ส่วนบุคคลธรรมดานั้นหรือก็ยากยิ่งที่จะมีศักดิ์ศรีในวาทีดังว่า ถึงแม้เป็นความแตกต่างอันน่าเจ็บช้ำแต่ก็ยากยิ่งที่จะปฏิเสธไม่รู้เห็นได้ จะยกตัวอย่างได้จากในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันที่อยู่ข้างกายท่าน คนดังนี้เพียงได้แผลมดกัด สื่อก็ยัดข่าวไปให้ไหลหลง ส่วนคนยากจนไซร้ถึงตายลง สื่อก็คงมิได้สื่ออย่างชื่อเอย.
เป็นกลอนได้อีก
จะเห็นได้ว่า การเป็นคนดังนั้นมันก็มีข้อดีหลายประการ พูดไปก็มีใครรับฟัง ทำอะไรก็มีคนสนใจ บางคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ ฉันไม่อยากเป็นคนดัง ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว ฉันต้องการมายสเปซ! สุขุมวิทซอยเจ็ดสิบเอ็ด! ไซร้ไฉนเลยหากท่านมีโอกาสได้เป็นคนดังสักครั้งในชีวิต ท่านจะปฏิเสธลงอย่างนั้นฤา คนจำนวนมากจากสวนดุสิตโพลล์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน "ปฏิเสธไม่ลง" หากมีโอกาสเช่นนั้นมาเยือนตนจริง ในใจก็ค้นฟ้าคว้าดาวด้วยกันทั้งนั้น
ในเมื่อหลักฐานต่างระบุชัดว่าคนส่วนใหญ่อยากเป็นคนดัง ก็เกิดคำถามว่าทำไมบางคนถึงสร้างชื่อเสียงได้สำเร็จ ในขณะที่หลายๆ คนล้มเหลวล่ะ? อย่างน้อยในบริเวณจำกัด ที่ทุกคนมีสภาพแวดล้อมใกล้เีคียงกัน อย่างบอร์ดยักษ์ม่วง ทำไมถึงเกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำเช่นนี้ได้
"ความดัง" ของคนในบอร์ดยักษ์ม่วงนั้น มีรูปแบบ (pattern) อันตายตัวแน่นอนหรือไม่ มีแฟกเตอร์อย่างไร และหากมีสูตร เราจะสามารถสร้างคนดังขึ้นมาด้วยทฤษฎีรีเวิร์สเอนจิเนียริ่งได้หรือไม่ ซึ่งถ้าคำตอบคือสร้างได้ เราอาจจะขยายผลไปสู่บอร์ดอื่นๆ เว็บอื่นๆ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก <- ทำเหมือนยิ่งใหญ่มากเลยนะเนี่ย
ด้วยความสงสัยใฝ่รู้ครั้งนั้น ข้าพเจ้าจึงทำการวิเคราะห์เสต็ปการก้าวสู่คนดังในบอร์ดยักษ์ม่วงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาพิเศษ กรณีน่าสนใจตัวแรกที่สะเทือนโลกน้อยๆ ของข้าพเจ้าคือ
เหล่าคนดังต่างมีชื่อ หรือนามแฝงที่โดน
ความดังของเหล่าคนดังในบอร์ดยักษ์ม่วงนั้นใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาลอยๆไม่ มันเป็นความดังที่มีการวางแผนมาแล้วอย่างโชกโชน ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเริ่มมาตั้งแต่การสมัครเข้าใช้งานเป็นครั้งแรก (First Encounter) ตั้งแต่กรอกชื่อนามแฝงลงไป หากเปรียบเป็นชีวิตจริงก็คือต้องเริ่มจากอยู่ในครรภ์
จากการศึกษาเราพบว่า คนดังทั้งหลายต่างมีนามแฝงที่น่าสนใจ จำง่าย และคู้ลคูล! ทุกคนในบอร์ดจะจำนามแฝงของเขาเหล่านั้นได้หลังจากอ่านเจอไม่กี่ครั้ง นามแฝงของพวกเขาโดดเด่น เด้งระยับจับตา มากกว่านามแฝงอื่น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทุกคนจะสนใจนามแฝง "ปลาร้าผู้ว้าเหว่" มากกว่านามแฝง "tutpon295" (ชัวร์สิวะ!)
หลักการตั้งนามแฝงให้โดน ซึ่งเป็นตัวแปรแรกสู่การเป็นคนดังนั้น มีสูตรตายตัวหรือไม่ อย่างไร ทีมวิจัยพบกับคำถามข้อใหญ่ที่ทำให้เหงื่อกาฬของเราไหลพราก ชุดกาวน์ที่สวมใส่ประเปื้อนไปด้วยเครื่องหมายคำถามสีแดง
หลังจากสุ่มตัวอย่างมาพันห้าร้อยรายชื่อ (ทำเป็นล่ำเป็นสันมากเลยน่ะนะ ว่างมาก) ข้าพเจ้าพบสิ่งที่จะควบคุมความโดนของนามแฝงหลายข้อ ดังนี้
หลักในการตั้งนามแฝงให้โดน
- นามแฝงที่โดนจะเป็นภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยหากจะใช้ภาษาอังกฤษ ควรพิมพ์คำอ่านเป็นภาษาไทย เช่น paula ควรใช้ พอลล่า แทน จะโดนกว่า หรือ love me love my dog ใช้ รักข้ารักหมาข้า แทน จะดีกว่า
วิเคราะห์เจาะลึก: ถึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในภาษาอังกฤษจนสปีคอิงลิชวิธฝรั่งได้แล้วก็ตาม คนไทยก็คือคนไทยอยู่วันยังค่ำ เมื่ออ่านภาษาฝรั่งที่สุมอยู่ในภาษาไทยจำนวนมาก อย่างเช่นการอ่านนามแฝงภาษาอังกฤษในเว็บบอร์ดภาษาไทยนั้น สายตาของเราจะเกิดความล้าที่เรียกว่า มิกซท์อัลฟาเบ็ตซอร์เนส ขึ้นมา (ตั้งขึ้นมาเอง!) ทำให้พาลสคิป (ข้าม) คำภาษาอังกฤษไปซะอย่างนั้น ชื่อที่ตั้งมาเป็นภาษาอังกฤษจึงมีอัตราการถูกอ่านน้อยกว่าชื่อภาษาไทย ประโยคก่อนหน้าเป็นพาสซีฟวอยซ์ บอกทำไม
- ไม่ควรใช้ชื่อตัวมาตั้งอย่างเพียวๆ เช่น สมมติว่าชื่อวัลลภ ก็ไม่ควรจะนำ "วัลลภ" มาเป็นนามแฝง หากต้องการตั้งนามแฝงที่มีชื่อของตัวเองเป็นส่วนประสม โปรดทำให้่น่าสนใจกว่านั้น เช่น "วัลลภปรบมือ" จะมีโอกาส (probablility) ที่จะดังมากกว่า "วัลลภ" เฉยๆ
วิเคราะห์เจาะลึก: การอ่านคำเฉพาะนั้น สมองของเราจะอ่านเป็นก้อนคำ ทำให้สมองของเรามีการคิดผ่านศัพท์นั้นเร็วกว่าปกติ ซึ่งนำมาสู่การจำศัพท์นั้นไม่ได้ด้วย ดังนั้น หากเพิ่มบริบทที่่น่าสนใจเข้าไป จะช่วยยึดยื้อหน่วงเวลาให้กับสมอง ให้พิเคราะห์วลีนั้นได้นานอีกหน่อย
ดังตัวอย่าง หากเป็นวัลลภ สมองก็ตรองว่า เออ ก็วัลลภแล้วไง แต่หากแก้เป็น "วัลลภปรบมือ" สมองจะเกิดความงุนงงสงสัย เอ๊ย วัลลภคือใคร มึงปรบมือทำไม ดีใจอะไรวะ!?
- ควรใช้คำคล้องจอง เพื่อให้เกิดทำนองในการอ่าน ดังตัวอย่างที่ผ่านมา "วัลลภปรบมือ" "หมีพูห์ดูหนังโป๊" ต่างคล้องจองกันทั้งสิ้น
วิเคราะห์เจาะลึก: คำคล้องจองในทุกภาษาทำให้อ่านง่าย จำง่าย ติดหู จึงถูกใช้ในคำขวัญและสโลแกน นอกจากนั้นได้เวลาออกเสียงคำคล้องจอง ยังได้รับความสนุกสนาน จากลมในช่องปากที่เปิดปิดอย่างมีสไตล์อีกด้วย
- หากคำขยายชี้ชัดให้เกิดความคอนแทรสต์ (contrast) กัน ยิ่งเป็นเรื่องทีี่น่าสรรเสริญเชิดชู: ตัวอย่างเช่น "นกน้อยลอยลิบ" กับ "นกน้อยง่อยแดก", ชื่อหลังมีสิทธิ์จะดังมากกว่า
วิเคราะห์เจาะลึก: ถึงแม้ทั้งสองชื่อจะปฏิบัติตามหลักทุกข้อที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน แต่ชื่อหลัง (นกน้อยง่อยแดก) นั้นก่อให้เกิดความขัดแย้งในชื่อมากกว่าชื่อแรก (นกน้อยลอยลิบ) อย่างยิ่งยวด สมองจะเกิดคำถามว่า "ทำไมง่อยแดก? กินอะไรผิดแผกมารึไร?" ในขณะที่ชื่อแรก สมองเพียงเห็นภาพนกบิน (ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา) เท่านั้น แถวบ้านฉันก็มี
กฏข้อนี้สามารถประยุกต์กับทุกสิ่งได้เพื่อความน่าสนใจ อาทิเช่น เราสามารถตั้งชื่อหมาให้เกิดการคอนแทรสต์ได้โดยตั้งชื่อหมาพุดเดิ้ลว่า "เบิ้ม" ตั้งชื่อหมาอัลเซเชียนว่า "หงอ" ตั้งชื่อหมาสีดำว่า "แดง" ตั้งชื่อหมาข้างบ้านว่า "ของเรา" (แล้วเรียกให้มันสับสนด้วย จะสนุกมาก)
ตัวอย่างชื่ออื่นๆ ที่ใช้ความขัดแย้งให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น "ปลาร้าผู้ว้าเหว่" "ส้มตำรสมินท์" "สเลนเดอร์เดอะช้าง" "ผู้หญิงมีจูผู้ชายมีจิม"
- ใช้ชื่อที่พิมพ์ง่าย ไม่ควรตั้งชื่อที่แสดงอิทธฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทางด้านวัจนภาษามาก ตัวอย่างเช่นไม่ควรตั้งว่า "เสวกฉัตรเชวงปฏัก" "กรณฑ์ขจรไตรฤกษ์" "อสุรเดชจิรายุทธ์" โปรดไปวรรณคดีซีไรต์ที่อื่นจะสร้างสรรค์กว่า
วิเคราะห์เจาะลึก: เมื่อพิมพ์ยากอ่านยากเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อของท่านจะถูกย่อ เป็น "คุณเหวก" "คุณกรน" และ "คุณอสุจิ" ตามลำดับ นอกจากนั้น จะไม่มีใครอยากสนทนากับท่านเพราะทุกคนขี้เกียจพิมพ์ืชื่อ หรือหากพึงจะสนทนา ก็เพียงอ้างถึงท่านว่า "คคห.ที่ 8" "คคห.ที่ 31" โดยปล่อยชื่อ ที่ท่านเค้นสมองทุกเซลล์ในการคิดขึ้นมา ทิ้งไว้ตามลำพัง 
- ไม่ควรใช้คำที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วมาตั้ง สาเหตุเพราะเราจะชินกับการอ่านคำที่เป็นที่นิยมแล้วเป็นก้อนเดียว นอกจากนี้คำเหล่านั้นยังไม่มีความน่าสนใจอีกต่อไป ทั้งไม่ก่อให้เกิดก้อนวัตถุใหม่ๆ ในสมอง ซึ่งสมองจะมองข้ามคำเหล่านั้นไปอย่างเย็นชา คล้ายกับสายตาที่ชาเย็น
ตัวอย่างนามแฝงที่ไม่ควรใช้อย่างยิ่งในกรณีนี้ ก็เช่น "ถูกต้องนะคร้าบบ" "จอร์จกับซาร่าห์" "จะไปเป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า" "คุณแม่ขอร้อง" ฯลฯ พวกนี้เกร่อมาก ดึกดำบรรพ์ เค้าเลิกเล่นมุขนี้ไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว อย่าใช้เลย...คุณแม่ขอร้อง<-
- ควรให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับคุณด้วย อย่าเพ้อ อย่าติสท์แตกสาแหรกขาด ดังนั้น ชื่ออย่างเช่น "วาเลนไทน์ที่ผมอยู่คนเดียว" หรือ "เธอดีเกินไป" หรือ "ความทรงจำบนชั้นสิบเจ็ดห้องหนึ่งศูนย์สาม" ผู้ทำการวิจัยเห็นว่าไม่ค่อยเวิร์ค พลีสดอนท์ยูสอิท ยูอันเดอร์แสตนด์คนเดียวเข้าใจไหม ไอดอนท์อันเดอร์แสตนด์ไปกับยูด้วยนะ เทคมีอะลองพลีสเข้าใจไหม
- อย่ามีตัวอักขระพิเศษแฟชั่นพริ้งเพริดในชื่อมากมาย อักขระพิเศษคือพวกตัวอักษรที่ต้องกดชิฟท์เวลาพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือพวกที่ต้องกดอัลเตอร์เนตตามด้วยตัวเลขสี่ห้าตัวที่ไม่รู้จำกันไปได้ยังไง จำสูตรตรีโกณยังจะเกิดประโยชน์กว่ามั้ง ดิฟไซน์เท่ากับคอสอะจำเข้าไป
ตัวอย่างชื่อที่มีอักขระพิเศษวิบวับ เช่น
~~~~บอยน่ารักครับ~~~~
(*^:^กิฟซ่าน่ารักค่ะ อุอุ#$#>_<>_<)
ช่วยไปน่ารักไกลๆ หน่อย! เห็นแล้วผู้วิจัยอยากจะหยิบเครื่องหมายมากกว่าน้อยกว่าี้ไปจิ้มหัวเจ้าของชื่อให้เลือดอาบ นึกว่าเล่นเพิร์ชห้อง #หาแฟน อยู่หรือ? <- ใครเข้าใจแสดงว่าแก่
จริงๆ มีอักขระอื่นมากมายที่แสดงถึงความน่ารักน่าคบหามากกว่านี้ แต่ข้าพเจ้าขี้เกียจพิมพ์ ขี้เกียจกดอัลเตอร์เนต พบว่าตัวเองไม่อัลเตอร์พอ
- นอกจากนี้หลักข้ออื่นๆ ที่จะช่วยให้นามแฝงของท่านผู้อ่านดัง และโดนได้ เช่น ตั้งชื่อสั้นๆ หน่อย สักสี่ห้าพยางค์ก็เพียงพอแล้ว จะให้อ่านกันจนตะวันลับเลยฤา, อย่าพิมพ์ผิด เช่นจากคำว่าเทพ เป็นเมพ เพราะมันดูดีเกินไป... ควรสงวนไว้สำหรับประชากรบางจำพวก, อย่าประกาศศักดาในชื่อ เช่น "บอร์ดนี้พี่คุม" เพราะอาจเสี่ยงต่อการหมั่นไส้ของเหล่าผู้ดูแล, อย่าเลียนแบบชื่อคนอื่น เพราะจะถูกสรรเสริญถึงตระกูลได้ อีกยังแสดงถึงพลังแห่งความคิดแบบไม่สร้างสรรค์ของท่านเองด้วย ไม่ดี ไม่ดี
- หลักที่สำคัญที่สุดประการสุดท้ายคือ "ความแตกต่าง" หากทุกคนตั้งนามแฝงตามหลักด้านบนกันหมดแล้วไซร้ ใครเล่าจะผิดแผก เปรียบได้ดั่งของเหมือนกันพันชิ้น จะหยิบฉวยอันใดก็ใช่ที่ ทองนั้นหรือหากมีมากใครอยากได้
นามแฝงที่ดีควรแตกต่างอย่างสร้างสรรค์เสมอ หากเทรนด์เขาไปซ้าย เราควรไปขวา หากเทรนด์เขาไปหน้า เราควรไปหลัง หากเทรนด์เขาไปทุกทาง เราควรจะปลงใจตาย
อนึ่ง ถึงนามแฝงจะดีเพียงใด จะปฎิบัติตามหลักทั้งหมดขนาดไหน ความดังนั้นก็มิใช่จะสร้างกันได้ง่ายง่ายเพียงข้ามคืน ให้จินตนาการว่า ความน่าสนใจของนามแฝงเป็นเพียงพจน์ x ที่คูณกับตัวแปรอื่นๆ เท่านั้น เป็นเพียงจุดสตาร์ตที่ดี เปรียบเหมือนการกดปุ่มฉับพลันทันจังหวะที่เลขสองขยายใหญ่ที่สุดในเกมมาริโอ้คาร์ท (ซึ่งจะทำให้ใช้ turbo ได้ -- จะใช้คำอธิบายให้ยากทำไมเนี่ย) การจะดังได้ต้องอาศัยความดีที่สั่งสม ความคมที่สั่งเสียกันพอสมควร
ซึ่งนำมาสู่หลักการข้อที่สองในการกำเนิดความดัง ซึ่งจะอธิบายโดยละเอียด หากมีเวลา และไอเดียเกิดปิ๊งวับขึ้นมาอีกครั้ง
ปัจฉิมลิขิต:
01. ชื่ออาการและวิธีการทำงานของสมองทั้งหมด เป็นเรื่องที่สมองของผู้เขียนอุปโลกขึ้นมาเอง มิสามารถนำไปอ้างอิงในเชิงคหกรรมใดๆ
02. การอัพบล็อกครั้งนี้ เป็นการทรยศต่อครั้งที่แล้ว ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า "ครั้งต่อไปจะมีสาระ"
03. นามแฝงทั้งหมดเป็นเรื่องสมมติ หากไปตรงกับนามแฝงของท่านใด กรุณาแยกแยะ เรื่องจริง จินตนาการ อย่าข้องเกี่ยวกัน
04. หากมีคำชมใดๆ ผู้เขียนขอรับไว้ทั้งหมด ในทางกลับกัน หากมีคำตำหนิติติงใดๆ สามารถ
โวยวายได้ที่ีนี่
05.
คอมเมนต์คือ พลังสร้าง สรรค์ชีวิต
คอมเมนต์นิด ก็ดี อย่าหนีหาย
คอมเมนต์แล้ว ขอบคุณ คุณมากมาย
คอมเมนต์ร้าย ระวังภัย จะใกล้ตัว.

(เรานั้นชั่ว เสียจริงเอย.)